ยังไม่จัดหมวดหมู่ นานาสาระ

สติสำคัญอย่างไรในยุคไอทีครองโลก

พลเมืองดิจิทัล

ปลายปี 2020 เรามาถึงยุคที่มนุษย์พยายามใช้ความรู้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างที่เห็นชัดใกล้ตัวมาก ๆ ก็คือเทคโนโลยีการสื่อสารที่เชื่อมคนทั้งโลกให้เข้ามาหากัน จนทำให้ในวันนี้สมาร์ทโฟนได้ กลายเป็นอวัยวะหนึ่งของผู้คนบนโลกนับพันล้านชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว

แน่นอน การสื่อสารที่สะดวกรวดเร็ว ทั้งข้อความ ภาพ และเสียง หรือทั้งสามอย่างที่เกิดขึ้นได้พร้อมกันกำลังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารโดยตรง ทั้งในแง่บวกคือการสร้างความพึงพอใจให้ประสิทธิภาพของการดำเนินกิจการต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ยังมีแง่ลบด้วยในกรณีที่ผู้รับสารขาดความพร้อม เช่น ความสามารถในการใช้วิจารณญาณหรือความมีเหตุผล การใช้สติ การควบคุมอารมณ์ และกาลเทศะที่เหมาะสมในการสื่อสาร เป็นต้น ซึ่งโอกาสที่จะสร้างปฏิกิริยาสนองตอบในทางลบก็มีมากตามไปด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ในสถานการณ์ซึ่งยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศของความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทยเช่นยามนี้หลายคนรวมทั้งผู้ที่มีชื่อเสียงมักใช้วิธีการด่าทอโต้ตอบกันไปมาผ่านสื่อออนไลน์ที่มีสื่อสารมวลชนเป็นผู้สังเกตการณ์และนำเสนอเรื่องราวให้สังคมได้รับทราบ ทั้งที่หลายครั้งต้นเรื่องเป็นเพียงความเข้าใจผิดในประเด็นเล็กน้อยเท่านั้น และการที่เรื่องราวบานปลายใหญ่โตก็เกิดจากคนรอบข้างหรือกลุ่มผู้สนับสนุนของแต่ละฝ่ายร่วมผสมโรงด้วย

นี่คือลักษณะของการบริโภคข่าวสารที่ขาดสติของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งสามารถแก้ไขได้ ถ้าทุกคนรู้จักใช้สติ

สติ คือความระลึกได้ หรือความรับรู้ คนที่มีสติคือคนที่ระลึกรู้ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร การกระทำของเราจะส่งผลไปถึงใครบ้าง ต่างจากคนที่กำลังโมโห โกรธขึ้งจนกระทั่งถึงขั้นไปทำร้ายร่างกายหรือทำลายทรัพย์สินของคนอื่น แบบนั้นคือคนไร้สติ

คำถามสำคัญก็คือ สติจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตามปกติแล้วสติ หรือความระลึกรู้จะเกิดกับบุคคลที่หมั่นฝึกฝนตนเองให้คอยระลึกรู้ว่าขณะนั้นกำลังทำสิ่งใด และจะทำอะไรต่อไป อย่างไร วิธีการฝึกสติหรือเรียกอีกคำหนึ่งว่า “การเจริญสติ” ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร เน้นที่การจดจ่อกับลมหายใจเป็นพื้นฐาน แต่ขอแนะนำว่า การฝึกปฏิบัติและเรียนรู้เรื่องการเจริญสติจากผู้ที่มีประสบการณ์แล้วจึงจะให้ผลดีที่สุด เพราะผู้ฝึกจะได้รับคำแนะนำขั้นตอนที่ถูกต้อง ข้อที่ควรระวัง หรือการตอบข้อสงสัยที่เกิดจากการฝึกเจริญสตินั่นเอง ทั้งยังทำให้เกิดความเข้าใจได้แจ่มแจ้งเพราะเป็นการเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติ เมื่อเทียบกับผู้ที่ฝึกด้วยตนเองคนเดียวย่อมเป็นข้อที่ได้เปรียบกว่ามาก

น่าสังเกตว่า การฝึกเจริญสติมักเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางคำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะพุทธศาสนาเป็นเรื่องของเหตุและผลที่อธิบายได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีกิจกรรมการฝึกเจริญสติที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาโดยบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่นักบวช โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือบุคคลทั่วไปที่สนใจศึกษาและต้องการเรียนรู้เพื่อการลงมือปฏิบัติ ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย

นั่นคือ หลักสูตรการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข ของคุณแม่ ดร.สิริ  กรินชัย

กิจกรรมเจริญสติตามแนวทางคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย

คุณแม่ ดร.สิริ  กรินชัย ได้ชื่อว่าเป็นอนุศาสนาจารย์หญิงที่สืบทอดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการฝึกเจริญสติให้แก่หญิงชายชาวไทยทั้งผู้ใหญ่ หนุ่มสาว เด็กนักเรียน รวมทั้งพระภิกษุสามเณร ตลอดจนชาวต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงหกสิบปีในช่วงชีวิตของท่านซึ่งได้ถึงแก่กรรมลงแล้วในปี พ.ศ. 2554 ด้วยอายุ 94 ปีเศษและแม้ท่านได้จากไปแล้ว ทว่ายังมีศิษย์ผู้สืบทอดกิจกรรมการฝึกเจริญสติตามแนวทางของท่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยกระจายกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ที่น่าสังเกตก็คือ แม้เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้งบประมาณในการดูแลคนจำนวนมากในแต่ละครั้ง ทว่าก็ยังมีผู้มีจิตศรัทธาให้การสนับสนุนทุนทรัพย์กิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

กิจกรรมการฝึกเจริญสติในหลักสูตรนี้ใช้เวลา 7 คืน 8 วัน โดยมีระเบียบว่างดการพูดคุยหรือสอบถามกันเอง งดการใช้เครื่องมือสื่อสารและการออกไปทำกิจกรรมใด ๆ นอกบริเวณที่พัก เรียกว่าผู้เข้ารับการอบรมทุกคนจะได้ใช้เวลากับการฝึกฝนเจริญสติตลอดทั้งวันตามกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ที่วิทยากรคอยแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนการเจริญสติอาจจะคิดว่านี่คือยาขม และวันเวลาที่แสนทรมาน แต่คุณแม่ ดร.สิริ ท่านใช้คำว่า “หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่เปลี่ยนคนได้ภายในเจ็ดคืนแปดวัน” หมายความว่า เมื่อผู้ฝึกฝนมีความตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง จากคนที่ไม่มีสติ ไร้สติ หรือมีสติอยู่บ้างแต่ไม่ครบถ้วนดี ก็จะได้รู้จักและเข้าใจความหมายของคำว่า “สติและสัมปชัญญะ” ด้วยตนเองอย่างถ่องแท้ทีเดียวจากการอบรมครั้งนี้มากกว่านั้น ก็คือการเป็นผู้รู้จักการครองสติแม้จะต้องเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ

สติมีค่ายิ่งนักเพราะคือเครื่องกำกับชะตากรรมและชีวิตของมนุษย์ ดังคำของพระที่ว่า “สติเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพราะเป็นคุณธรรมมิให้ความประมาทเกิดขึ้น” ดังนั้น คนยุคไอทีอย่างพวกเราจึงไม่ควรลืมว่า แม้สูญเสียสิ่งใดก็จงยอม แต่อย่าได้เสียสติเป็นอันขาด

แหล่งข้อมูล

http://www.khunmaesiri.org/th/about/index.php?hid=2

https://thaihealthlife.com/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B0/

 

Leave a Comment